Author: adminboyngaijr

  • ทำความรู้จัก ‘Influencer Marketing’ เครื่องมือการตลาดที่ปังที่สุดใน พ.ศ. นี้!

    ทำความรู้จัก ‘Influencer Marketing’ เครื่องมือการตลาดที่ปังที่สุดใน พ.ศ. นี้!

    ‘เน็ตไอดอล (Net Idol)’ ‘ยูทูปเบอร์ (Youtuber)’ และ ‘บล็อกเกอร์ (Blogger)’ คำเหล่านี้นั้นคนไทยคงได้ยินกันมานาน แต่ก่อนหน้านี้อาจยังไม่เข้าใจว่า คนกลุ่มนี้คือ ‘Influencer’ จนกระทั่งช่วงหลังที่แทบทุกแบรนด์หยิบเครื่องมือการตลาดอย่าง ‘Influencer Marketing’ มาใช้กันมากขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย สามารถโน้มน้าวใจผู้บริโภคให้เกิดการตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการได้เป็นอย่างดี

    เช่น ‘ญาญ่า–อุรัสยา เสปอร์บันด์’ นางเอกสาวชื่อดัง ที่นับว่าเป็น Influencer ระดับ Mega จะหยิบจับอะไรก็เป็นกระแสไปหมด ไม่เพียงแต่ในวงการบันเทิง อย่างล่าสุดที่เจ้าตัวถ่ายภาพคู่ต้นไม้ใบหญ้าที่เจ้าตัวปลูก ก็ทำเอาวงการต้นไม้สั่นสะเทือน กระแสปลูกต้นไม้ เลี้ยงไม้ประดับคึกคัก จนทำเอาราคาต้นไม้พุ่งสูงเลยทีเดียว!

    ได้เห็นตัวอย่าง Power ของเครื่องมือ ‘Influencer Marketing’ กันไปแล้ว อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงอยากทราบแล้วว่า ‘Influencer Marketing’ นั้นคืออะไร เราได้รวบรวมข้อมูลสำคัญที่ต้องรู้ไว้ให้พวกคุณแล้ว เพื่อที่จะสามารถนำไปปรับใช้กับแบรนด์ของคุณได้เลย มีหัวข้อดังนี้

    • ‘Influencer Marketing’ คืออะไร?
    • ‘Influencer’ มีกี่ประเภท เหมาะกับการทำตลาดแบบไหน?
    • ใครคือคนที่ควรใช้ ‘Influencer Marketing’
    • ทำไม ‘Influencer’ ถึงสำคัญ
    • ข้อดีของการทำ ‘Influencer Marketing’

    ทั้งหมดก็เป็นข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ ‘Influencer Marketing’ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ดีสำหรับนักการตลาดออนไลน์หรือแบรนด์ต่าง ๆ ในยุคปัจจุบัน รับรองว่าผลตอบรับของแบรนด์คุณต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน!

    ‘Influencer Marketing’ คืออะไร?

    ‘Influencer’ มาจากคำว่า Influence ที่แปลว่า การจูงใจ, การโน้มน้าว หรืออิทธิพล ซึ่งหากมองควาหมายโดยรวมแล้ว Influencer จึงหมายถึง ผู้มีอิทธิพลหรือผู้ที่สามารถจูงใจได้ โดย ‘Influencer’ ในที่นี้คือผู้ที่มีอิทธิพลบนสื่อโซเชียล อาจเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงหรือมีผู้ติดตามจำนวนมาก และได้ทำคอนเทนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram หรือ Youtube ซึ่งถ้ามีผู้ติดตามมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้มีอิทธิพลต่อผู้ติดตามมากเท่านั้น 

    ดังนั้น ‘Influencer Marketing’ จึงเป็นเครื่องมือการตลาดที่อาศัยอิทธิพลของเหล่า Influencer ในการโน้มน้าวให้ผู้ติดตามสนใจ ชื่นชอบ จนไปถึงการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของแบรนด์นั้น ๆ ซึ่งคล้ายกับกลยุทธ์การตลาดในอดีตที่ใช้คนมีชื่อเสียงมาการันตีคุณภาพสินค้าเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคสนใจ เพียงแต่ต่างกันที่ ‘Influencer Marketing’ จะเน้นไปทางออนไลน์มากกว่านั่นเอง

    ทำไม ‘Influencer’ ถึงสำคัญ 

    ‘Influencer’ หรือ ‘ผู้มีอิทธิพลบนสื่อโซเชียล’ เป็นผู้ที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์คอนเทนต์เฉพาะด้านลงแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อาหาร, ท่องเที่ยว, ไลฟ์สไตล์, ความสวยความงาม, เทคโนโลยี หรืออื่น ๆ ตามที่พวกเขาเชี่ยวชาญ ซึ่งมีกลุ่มผู้ที่ให้ความสนใจและติดตามคอนเทนต์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แน่นอนว่ามีอิทธิพลโน้มน้าวให้ผู้ติดตามอยากรู้ อยากลองสินค้าและบริการต่าง ๆ ตามที่พวกเค้านำเสนอ

    แบรนด์จึงสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ กำหนด Keyword ที่ต้องการสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้า และเลือกเหล่า ‘Influencer’ ในการสร้างคอนเทนต์ รีวิวสินค้า สร้างการบอกต่อให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของแคมเปญด้วยกลยุทธ์ ‘Influencer Marketing’

    ‘Influencer’ มีกี่ประเภท เหมาะกับการทำตลาดแบบไหน? 

    Influencer แบ่งตามจำนวนผู้ติดตาม และลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน ได้ 5 ประเภทหลัก ๆ

    1. Nano-Influencer (ผู้ติดตาม 1,000-10,000) ผู้ที่มีอิทธิพลหรือเป็นที่รู้จักในสังคมขนาดเล็ก เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือชุมชนคนที่สนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

    Nano-Influencers แม้ว่าจะมีขนาดผู้ติดตามน้อยที่สุด แต่ผู้ที่ติดตามให้ความสนใจอย่างเต็มที่ รับฟังความคิดเห็นและมีส่วนร่วม (Engagement) ได้ง่าย ด้วยเรทราคาจ้างที่ไม่สูงมาก แบรนด์จึงสามารถว่าจ้างได้หลายคน เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนขนาดใหญ่

    1. Micro-Influencer (ผู้ติดตาม 10,000-50,000) มักเป็นผู้ที่โดดเด่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ มีแนวทางคอนเทนต์ที่ชัดเจน เช่น รีวิวอาหาร ท่องเที่ยว ความสวยความงาม เป็นต้น

    เนื่องจาก Micro-Influencer มีผู้ติดตามจำนวนมากและมีความสนใจเฉพาะด้าน แบรนด์จึงสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกับวัตถุประสงค์การตลาดมากขึ้น

    1. Mid-Tier Influencer (มีผู้ติดตาม 50,000-100,000 คน) เป็นประเภทที่มีความโดดเด่นหรือเชี่ยวชาญเฉพาะทางเช่นเดียวกับระดับ Micro-Influencer แต่ประเภทนี้จะเป็นประเภทที่แบรนด์ต่าง ๆ ต้องการมากกว่า 

    เนื่องจาก Mid-Tier Influencer สามารถสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ได้ดีในระดับหนึ่ง อีกทั้งยังสามารถสร้างเนื้อหาไปยังกลุ่มผู้บริโภคได้กว้างยิ่งขึ้นอีกด้วย

    1. Macro-Influencer (ผู้ติดตาม 100,000-1,000,000) มักเป็นผู้ทำคอนเทนต์เป็นอาชีพ มีความโดดเด่น และแนวทางคอนเทนต์ที่ชัดเจน มีอิทธิพลต่อคนจำนวนมากสร้างการรับรู้ได้ดี

    สำหรับการว่าจ้าง แบรนด์สามารถสร้าง Brand Awareness ได้อย่างแน่นอน สิ่งที่ต้องคำนึงคือการสื่อสารในเรื่องละเอียดอ่อน เช่น วัฒนธรรม ศาสนา และการเมืองซึ่งอาจส่งผลเสียต่อแบรนด์แทน

    1. Mega-Influencer (ผู้ติดตาม 1,000,000+) ผู้ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ มักไม่จำกัดขอบเขตของประเภทคอนเทนต์ ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงแบบออฟไลน์มาก่อน เช่น ดารา, นักแสดง, นักกีฬา หรือนักดนตรี

    แบรนด์ขนาดใหญ่มักว่าจ้าง Mega-Influencers  เนื่องจากมีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ เหมาะสำหรับการสื่อสารประชาสัมพันธ์และทำแคมเปญการตลาด

    อ้างอิง: https://www.thumbsup.in.th/influencer-marketing-for-socialmedia?fbclid=IwAR0k4Yrs7Gc_94xAzJHIryxfSf_ZhioQpS374xkdGcsgZJp7698NkIHBIss

    ใครคือคนที่ควรใช้ ‘Influencer Marketing’  

    แม้ในปัจจุบัน Influencer Marketing จะเป็นกลยุทธ์ยอดฮิตที่เหล่านักการตลาดเล็งไว้เพื่อนำมาปรับใช้ในแผนการตลาดมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า ‘ทุกแบรนด์’ จะใช้กลยุทธ์นี้แล้วได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

    ‘Influencer Marketing’ อาจให้ผลดีกับสินค้าหรือบริการบางประเภท เช่น เครื่องสำอางที่ลูกค้าส่วนใหญ่จะใช้ความรู้สึก (Emotional) ในการตัดสินใจซื้อเป็นหลัก แต่ในทางกลับกัน สำหรับสินค้าบางประเภท กลยุทธ์นี้ก็อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เช่น สินค้าประเภทเครื่องจักรโรงงานที่ลูกค้าหลักเป็นช่าง วิศวกรเครื่องกล หรือเจ้าของโรงงาน การจะลงทุนกับเครื่องจักรที่มีราคาสูงนั้น ลูกค้าอาจไม่ต้องการ Influencer มาโน้มน้าว แต่ต้องการศึกษารายละเอียดสินค้าและบริการอย่างถี่ถ้วนที่สุดก่อนตัดสินใจ ในกรณีนี้การนำงบประมาณไปทุ่มกับเว็บไซต์ หรือการใช้กลยุทธ์ ‘Search Marketing’ น่าจะเหมาะสมกว่า 

    ดังนั้น ก่อนที่นักการตลาดจะตัดสินใจเพิ่มกลยุทธ์ ‘Influencer Marketing’ นี้เข้าไปในแผนการตลาด อย่าลืมตั้งคำถามและตรวจสอบปัจจัยแบบรอบด้าน เช่น กลยุทธ์นี้ตอบโจทย์จุดประสงค์ทางธุรกิจหรือจุดประสงค์ทางการตลาดหรือไม่ เหมาะสมกับประเภทของสินค้าและบริการของคุณหรือไม่ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เป็นเป้าหมายหลักของคุณเป็นอย่างไร และคาดการณ์ผลตอบแทนที่ได้ว่าคุ้มค่าจริงหรือไม่ …ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่นักการตลาดอย่างเราต้องคิดให้หนัก

    ที่มา: https://www.motiveinfluence.com/blog/71/Influencer-Marketing-คืออะไร-ทำไมนักการตลาดต้องรู้จัก

    ข้อดีของการทำ ‘Influencer Marketing’

    1.  สร้าง Brand Awareness 

    ‘Influencer’ เป็นผู้ที่มีคนติดตามบนโซเชียลเป็นจำนวนหนึ่งอยู่แล้ว จึงช่วยโปรโมทแบรนด์ให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นและทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงแบรนด์ การรีวิวสินค้าหรือบริการ การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้ผู้ติดตามมีส่วนร่วม หรือการแจกสินค้าให้ไปทดลองใช้ (Giveaway) เป็นต้น

    1. เพิ่มความน่าเชื่อถือ 

    ‘Influencer’ นับเป็นผู้บริโภคเช่นเดียวกันกับคนทั่ว ๆ ไป และคนส่วนใหญ่ก็มักเชื่อผู้บริโภคด้วยกันมากกว่าโฆษณาจากตัวแบรนด์ คล้ายกับการตลาดแบบปากต่อปากที่ได้ผลมากกว่านั่นเอง ยิ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญหรือความสนใจตรงกับสินค้าและบริการ ก็จะทำให้ผู้ติดตามรู้สึกเชื่อถือมากขึ้น

    1. เพิ่มยอดขาย 

    การทำตลาดทุกรูปแบบ แน่นอนว่าต้องมีเป้าหมายในการเพิ่มยอดขาย ซึ่ง ‘Influencer’ นั้นช่วยทำให้ลูกค้ารู้จักสินค้าและบริการ และมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้ามากขึ้นกว่าการตลาดออนไลน์แบบอื่น ๆ นอกจากนี้เรายังสามารถกระตุ้นการสั่งซื้อหรือไปใช้บริการได้โดยการกำหนดโค้ดส่วนลดพิเศษให้ ‘Influencer’ โปรโมทก็ได้

    1. วัดและประเมินผลได้ 

    แบรนด์สามารถดูผลตอบรับบนโซเชีลมีเดียอย่าง Facebook ได้จากยอดการเข้าถึง (Reach) และการมีส่วนร่วม (Engagement) คือ จำนวนยอดถูกใจ (Like),  ความเห็น (Comment) หรือแชร์ (Share)  เพื่อประเมินผลและวางแผนการตลาดครั้งต่อไป

    ที่มา: https://www.thaibusinesssearch.com/marketing/influencer-marketing/

  • ทำไม ‘Video Production’ หรือ ‘วิดีโอโฆษณา’ ถึงมีราคาแพง มีขั้นตอนอะไรบ้าง?

    ทำไม ‘Video Production’ หรือ ‘วิดีโอโฆษณา’ ถึงมีราคาแพง มีขั้นตอนอะไรบ้าง?

    ‘วิดีโอโฆษณา’ ที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ทั้งทางออฟไลน์อย่างโทรทัศน์หรือจอโฆษณา LED ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หรือทางออนไลน์อย่าง Social Media ช่องทางต่าง ๆ ที่มีความยาวของวิดีโอโฆษณาเพียงไม่กี่วินาที หรือไม่กี่นาทีนั้น ความจริงแล้วเบื้องหลังก่อนจะมาเป็นวิดีโอโฆษณาที่เตะตาและสร้างการจดจำให้กับสินค้าหรือแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องผ่านขั้นตอนการทำงานตั้งแต่การเตรียมงาน เริ่มดำเนินการ จนกระทั้งเป็นวิดีโอโฆษณาที่พร้อมนำเสนอ ต้องใช้ระเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือนเลยทีเดียว!

     

    3 ขั้นตอนของ ‘Video Production’ 

    1.  Pre-Production

    ‘ขั้นตอนการเตรียมงาน’ ถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากหากมีการเตรียมงานขั้นตอนนี้ที่ดี ขั้นตอนการทำงานต่อ ๆ ไปก็จะง่ายขึ้น เพราะทุกอย่างเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งขั้นตอนการเตรียมงานนั้นคือการวางแผนที่เริ่มตั้งแต่การแสวงหาแนวคิด การกำหนดวัตถุประสงค์ว่ามุ่งให้ผู้ชมเกิดพฤติกรรมอย่างไรหลังได้ชมโฆษณา จากนั้นวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายหรือผู้ชมเพื่อผลิตได้ตรงตามความต้องการที่สุด เช่น เพศ อายุ การศึกษา หรือความสนใจ และทำการวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อเขียนบทในลำดับถัดมา รวมถึงการกำหนดระยะเวลาการทำงาน สถานที่ ตำแหน่งหน้าที่ รวมถึงการจัดทำงบประมาณทั้งหมดที่ต้องใช้ตลอดการดำเนินงานอีกด้วย

    1. Production

    ‘ขั้นตอนการผลิตหรือถ่ายทำ’ เมื่อถึงขั้นตอนนี้ก็คือการนำแผนการดำเนินงานที่วางไว้ในขั้นตอน Pre-Production ทั้งหมดมาปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งขั้นตอนการถ่ายทำ หรือตามหน้าที่ต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมาย โดยในการถ่ายทำนั้นก็ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับรูปแบบโฆษณาด้วย เช่น การถ่ายทำในสถานที่หรือนอกสถานที่ ซึ่งการดำเนินงานอาจจะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ทั้งหมด อาจมีบางอย่างที่ไม่เป็นไปตามแผนบ้าง แต่ทั้งนี้ก็ต้องยึดหลักการและเป้าหมายในการดำเนินงานเป็นสิ่งสำคัญ 

    1. Post-Production

    ขั้นตอนสุดท้าย ‘ขั้นตอนการทำงานหลังการผลิตหรือถ่ายทำ’ อย่างเช่น การตัดต่อวิดีโอ ปรับแต่งสีวิดีโอ กราฟิก เสียงดนตรี เสียงพากย์ หรือเอฟเฟคต่าง ๆ ซึ่งระยะเวลาการดำเนินงานอาจขึ้นอยู่กับระยะเวลาของวิดีโอโฆษณาว่าสั้นหรือยาว หากเป็นโฆษณาที่มีความยาว ก็ต้องให้เวลากับความพิถีพิถันในการตัดต่อ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงตรวจเช็กความเรียบร้อยของวิดีโอให้มีความสมบูรณ์แบบ จากนั้นจึงจะสามารถนำเสนอวิดีโอโฆษณาของเราออกสู่สาธารณะได้

  • ‘Graphic Design’ มีความสำคัญกับธุรกิจคุณมากขนาดไหน?

    ‘Graphic Design’ มีความสำคัญกับธุรกิจคุณมากขนาดไหน?

    ‘Graphic Design’ หรือ ‘กราฟิกดีไซน์’ คือ การออกแบบสื่อโดยการรวมส่วนประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่านเครื่องมืออย่างคอมพิวเตอร์ เช่น การออกแบบตัวอักษร การจัดองค์ประกอบเพื่อใช้ในการสื่อสาร การออกแบบสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ การออกแบบโลโก้ ซึ่งล้วนแต่มีส่วนสำคัญต่อธุรกิจในยุคนี้เป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กอย่าง SME ตลอดจนธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งนี้การออกแบบกราฟิกจะมีความสำคัญกับธุรกิจมากขนาดไหน วันนี้ Ahead Group ได้นำมาบอกทุกคนแล้ว!

    ความสำคัญของ ‘Graphic Design’ ที่มีต่อธุรกิจ

    1. สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง

    ‘Graphic Design’ ถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับธุรกิจในการสร้างความแตกต่าง เนื่องจากในอุตสาหกรรมหนึ่ง ๆ นั้นมีธุรกิจที่เป็นกลุ่มสินค้าเดียวกันอยู่มากมาย แต่การออกแบบกราฟิกนั้นจะมาช่วยให้ธุรกิจของคุณนั้นโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน ทำให้ลูกค้าให้ความสนใจธุรกิจหรือสินค้าของคุณมากขึ้น เช่น โลโก้ บรรจุภัณฑ์ หรือสื่อต่าง ๆ ที่นำเสนอออกไป

    1. สร้างการจดจำได้ดี

    ‘Graphic Design’ ช่วยสร้างการจดจำให้สินค้าหรือแบรนด์ของคุณได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบโลโก้หรือตราสินค้า ด้วยการใช้รูปแบบตัวอักษร สี หรือรูปทรงต่าง ๆ ที่โดดเด่นเตะตา และออกแบบให้สามารถทำงานได้ด้วยตัวของมันเอง คือ สามารถสื่อถึงอัตลักษณ์ของแบรนด์หรือตัวสินค้าได้ไปในตัว ทำให้ลูกค้าสามารถจดจำและแยกเราออกจากแบรนด์อื่น ๆ ได้

    1. ช่วยปิดการขายและสร้าง Conversion

    แน่นอนว่าเมื่อภาพ ‘Graphic Design’ ที่คุณจัดทำนั้นมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาพกราฟิกที่อธิบายการรายละเอียดสินค้าหรือบริการได้ชัดเจน คนอ่านสามารถเข้าใจและจดจำรายละเอียดได้มากขึ้น โลโก้ที่สามารถสร้างการจดจำได้ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ นั้น ก็จะสามารถบรรลุได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เช่น ยอดขายที่เพิ่มขึ้น การสมัครสมาชิก หรือการดาวน์โหลด เป็นต้น

    1. เพิ่มความน่าเชื่อถือ

    การใช้ ‘Graphic Design’ ที่ดี มีมาตรฐานและดูเป็นมืออาชีพ จะสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือ และความมั่นใจให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ ยิ่งการทำธุรกิจออนไลน์แล้วนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบกราฟิกเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกค้าจะตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการกับร้านใดนั้น ก็จะดูองค์ประกอบของร้านค้าหรือเว็บไซต์ว่าดูเป็นมืออาชีพและมีความน่าเชื่อถือมากน้อยขนาดไหน ซึ่งกราฟิกที่ดีนั้นก็จะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้

  • การถ่ายภาพ ‘Pack Shot’ ที่ร้านค้าออนไลน์ยุคนี้ต้องมี!

    การถ่ายภาพ ‘Pack Shot’ ที่ร้านค้าออนไลน์ยุคนี้ต้องมี!

    ในยุคนี้ที่การขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์กำลังมาแรงจนฉุดไม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram หรือแพลตฟอร์มที่เป็นตัวกลางอย่าง Lazada และ Shopee การที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าสักชิ้นล้วนแต่จะต้องดูจากภาพประกอบที่ผู้ขายได้แสดงเอาไว้ มีหลายร้านที่ต้องตกม้าตายเพียงเพราะภาพถ่ายสินค้าไม่สวย หรือไม่ดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาเลือกดูเลือกซื้อสินค้า ตรงกันข้ามหากร้านไหนมีภาพสินค้าที่ดูสวยหรูก็จะสามารถช่วงชิงลูกค้าจากคู่แข่งไปได้ ดังนั้นภาพถ่ายสินค้าจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ร้านค้าออนไลน์ยุคนี้ต้องให้ความสำคัญ! 

    ซึ่งการถ่ายภาพสินค้าหรือการถ่ายภาพแบบ ‘Pack Shot’ นั้นคือ การนำวัตถุต่าง ๆ หรือในที่นี่คือสินค้าของคุณ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง กระเป๋า รองเท้า หรือเครื่องครัวต่าง ๆ ที่คุณขาย มาถ่ายในฉากที่จัดเตรียมไว้ เพื่อนำไปใช้สำหรับลงขายสินค้าออนไลน์, นิตยสาร, โปสเตอร์หรือโบว์ชัวร์ เป็นต้น

    ที่กล่าวมาคือความหมายคร่าว ๆ ของการถ่ายภาพแบบ ‘Pack Shot’ ต่อไปเราจะบอกข้อดีที่ร้านค้าจะได้รับหากมีภาพถ่ายสินค้าแบบ ‘Pack Shot’ ใช้ในร้านของคุณ

    ภาพถ่ายสินค้าแบบ ‘Pack Shot’ มีข้อดีดังนี้

    1. ช่วยดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี

    เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยดึงดูดความสนใจจากลูกค้าได้อย่างดี หากร้านค้าออนไลน์ของคุณมีภาพถ่ายสินค้าที่สวย และยังสามารถแสดงรายละเอียดสินค้าได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง รูปทรง หรือสีสัน

    1. ช่วยในการตัดสินใจซื้อได้ง่ายและรวดเร็ว

    นอกจากการมีภาพถ่ายสินค้าที่สวยจะช่วยดึงดูดความสนใจแล้วและสามารถแสดงรายละเอียดได้ชัดเจนแล้ว ยังสามารถช่วยลดขั้นตอนของลูกค้าในการค้นหาหรือขอภาพสินค้าเพิ่มเติมจากผู้ขาย ทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น 

    1. ทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากแชร์ต่อ

    เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การที่ลูกค้าอยากแชร์สินค้าไปบนช่องทางของพวกเขานั้น ภาพถ่ายสินค้าที่ร้านค้านำเสนอจะต้องมีความสวยงามรู้สึกว่าน่าแชร์ต่อ 

    1. ช่วยในการจดจำแบรนด์ของคุณได้

    ภาพถ่ายสินค้าเป็นด่านแรกที่จะเป็นหน้าเป็นตาและเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ของคุณได้ เนื่องจากภาพถ่ายที่สวยงาม และโดดเด่นกว่าแบรนด์อื่น ๆ จะทำให้กลุ่มเป้าหมายเกิดการจดจำแบรนด์ของคุณได้มากกว่าแบรนด์คู่แข่ง 

     

  • ‘Creative Content’ สำคัญอย่างไร พร้อมแนวทางการทำ ‘Content’ ให้น่าไลก์ น่าแชร์!

    ‘Creative Content’ สำคัญอย่างไร พร้อมแนวทางการทำ ‘Content’ ให้น่าไลก์ น่าแชร์!

    โจทย์สำคัญของการทำการตลาดออนไลน์คงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘Content’ ที่จำเป็นจะต้องมีความสดใหม่หรือจะต้องโดนใจกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้พวกเขารู้สึกว่า Content นี้ต้องไลก์หรือต้องแชร์ต่อ ซึ่งโจทย์นี้ก็ตกมาที่แบรนด์ที่จะต้องวางแผนและผลิต Content ให้มีความสร้างสรรค์ ‘Creative Content’ จึงถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ร้านค้าออนไลน์หรือแบรนด์ต่าง ๆ จะต้องให้ความสำคัญ เพื่อเอาชนะคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดได้อย่างขาดลอย!

    ที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่า ‘Creative Content’ สำคัญอย่างไร ทีนี้มาดูว่า “Creative Content ที่น่าไลก์ น่าแชร์ ควรมีลักษณะอย่างไร” ต่อกันได้เลย 

    ลักษณะของ ‘Creative Content’ ที่ดี

    1.  ต้องทำให้ผู้ที่อ่านรู้สึกว่ามีความเกี่ยวข้องกับตนเอง 

    Content ที่นำเสนอออกไปต้องทำให้ผู้ที่อ่านรู้สึกว่ามีความเกี่ยวข้องกับตนเอง ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือการกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น ต้องการสร้าง Awareness สร้างยอดขาย ให้ความรู้ หรือสร้างแรงบันดาลใจ จากนั้นสร้าง Content ที่สื่อออกมาให้ชัดเจนมากที่สุด

    1. สามารถสร้างการรับรู้และเกิดการจดจำแบรนด์ของคุณได้ 

    คอนเทนต์ที่ดีจะต้องนำเสนอแบรนด์ของคุณให้เป็นที่รู้จักและโดดเด่นกว่าแบรนด์อื่น ๆ จนทำให้กลุ่มเป้าหมายเกิดการจดจำแบรนด์ของคุณได้

    1.  ดูดี มีรสนิยม

    แน่นอนว่าการที่ใครสักคนจะแชร์บางอย่างไปที่หน้าไทม์ไลน์ของเขานั้น Content นั้นจะต้องมีความสร้างสรรค์จนทำให้อยากแชร์ต่อให้คนอื่นได้อ่าน และต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองดูดี มีรสนิยม

    1. มีความน่าเชื่อถือ

    ข้อมูลต่าง ๆ ที่นำเสนอออกไปนั้นจะต้องมีความน่าเชื่อถือ ควรเลือกค้นหาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ และพิจารณาอย่าถี่ถ้วนก่อนทำการเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ เพื่อป้องกันไม่เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อแบรนด์ได้อีกด้วย

    1. อินเทรนด์ ไม่ล้าสมัย

    ต้องอัปเดตข้อมูลให้ถูกต้องและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา หรือการอิงกระแสสังคมต่าง ๆ เข้ามาปรับใช้ในการทำคอนเทนต์ให้มีความสร้างสรรค์ เช่น ประโยคเด็ด วลีฮิตต่าง ๆ เป็นต้น

    1. ถูกที่ ถูกเวลา

    หากมีเนื้อหาหรือ Content ที่น่าสนใจ แต่กลับไม่คำนึงถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสมก็อาจจะทำให้การนำเสนอของเราไม่เกิดประสิทธิภาพ ดังนั้นจะต้องรู้ว่าอะไรที่กำลังอยู่ในความสนใจ พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนการเลือกช่องทางในการนำเสนอที่เหมาะสม

  • ‘Data Analytics’ มีความจำเป็นอย่างไร ทำไมเว็บไซต์ขายสินค้าต้องให้ความสำคัญ?

    ‘Data Analytics’ มีความจำเป็นอย่างไร ทำไมเว็บไซต์ขายสินค้าต้องให้ความสำคัญ?

    หลังจากที่เราได้รู้ว่า ‘Website Traffic’ มีความสำคัญอย่างไร และมีเทคนิคอะไรบ้างที่ช่วยเพิ่มยอด ‘Traffic กันแล้วนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องทำต่อจากนั้นก็คือ ‘Data Analytics’ วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับผ่านทางเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์และเก็บข้อมูลสถิติของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์อย่าง ‘Google Analytics’ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่มาช่วยเว็บไซต์ขายสินค้าได้เป็นอย่างมาก

    เหตุผลที่เว็บไซต์ขายสินค้าต้องให้ความสำคัญกับ  ‘Data Analytics’

    1.  การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Google Analytics สามารถเก็บข้อมูลผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้อย่างละเอียดแม่นยำ 

    จะแสดงให้เห็นว่าผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เป็นเพศใดมากกว่ากัน ช่วงอายุเท่าไหร่ อาศัยอยู่เขตไหน และมาจากช่องทางไหนมากที่สุด เช่น Facebook Page, Email หรือจากการค้นหาใน Search Engine ของ Google ทั้งหมดนี้จะทำให้เราทราบพฤติกรรมของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา ทำให้เราสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำและปรับแผนการตลาดหรือวิธีการเข้าถึงได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

    1.  การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Google Analytics ช่วยให้รู้ว่าควรโฟกัสสินค้าตัวไหน 

    เพราะจะแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์คนหนึ่งทำอะไรบ้างบนหน้าเว็บไซต์ในระยะเวลาหนึ่ง เช่น ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ส่วนใหญ่เข้ามาชมที่หน้าไหนของเว็บไซต์ จากนั้นกดดูสินค้าอะไรต่อ หรือหน้าเว็บไซต์ใดที่ผู้เยี่ยมชมเข้ามาแล้วกดออกทุกครั้ง ทำให้เราสามารถวางแผนกลยุทธ์ทั้งเรื่องการพัฒนาเว็บไซต์หรือการผลักดันสินค้าที่ขายดีและพัฒนาสินค้าที่ขายไม่ดีอีกด้วย

    1. การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Google Analytics ช่วยให้ประหยัดงบประมาณในการโฆษณา

    เนื่องจากเราสามารถดูได้ว่าผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์นั้นเข้ามาจากช่องไหนบ้าง และช่องทางไหนเป็นจำนวนมากที่สุด เช่น Facebook, Twitter, Instagram, Email หรือทาง Search Engine ทำให้เราสามารถจัดสรรงบประมาณในการโปรโมทได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เสียเงินโดยสิ้นเปลือง

    ตัวอย่างเช่น หากกลุ่มลูกค้าของเราเข้าชมเว็บไซต์ของเราผ่านช่องทาง Facebook Page ที่เราได้ทำการโฆษณาไว้มากกว่าการโฆษณาบน Google ทำให้เราสามารถปรับกุลยุทธ์การโฆษณาโดยการปรับลดค่าโฆษณาบน Google ไปเพิ่มทาง Facebook Page มากขึ้นนั่นเอง

  • เปิด 4 ขั้นตอนเบื้องต้นของการทำ ‘Social Media Plan’ ที่ร้านค้าออนไลน์ต้องรู้!

    เปิด 4 ขั้นตอนเบื้องต้นของการทำ ‘Social Media Plan’ ที่ร้านค้าออนไลน์ต้องรู้!

    หลายคนอาจสงสัยว่า ‘Social Media Plan’ คืออะไร ด้วยชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ‘Social Media’ ก็คือ Facebook, Instagram, Twitter, Youtube หรือ Line@ โดยทำการวางแผนสร้างกลยุทธ์การใช้ Social Media แต่ละช่องทางในการประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์และกลุ่มเป้าหมายผ่านเครื่องมือต่าง ๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    ร้านค้าออนไลน์คงคิดว่า “แค่ขายของบน Facebook ทำไมต้องมี ‘Social Media Plan’ ให้มันยุ่งยาก” จริง ๆ แล้วการวางแผนสำหรับร้านค้าออนไลน์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญพอสมควร เพราะการมีแผนต่าง ๆ สามารถทำให้เราได้เปรียบคู่แข่งที่มีอยู่มากมายใน Social Media 

    เช่น การนำเสนอที่ถูกที่ถูกเวลาช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า หรือการนำเสนอข้อมูลได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้การทำ ‘Social Media Plan’ จะมีขั้นตอนเบื้องต้นอะไรบ้าง สามารถดูกันได้เลย

    1.  ศึกษาพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย 

    ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการใช้ช่องทาง Facebook ในการโฆษณาสินค้าหรือบริการใด ๆ ต้องทราบก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายเราเป็นใคร แล้วมีอายุเท่าไหร่ อาศัยอยู่พื้นที่ไหน สนใจเกี่ยวกับอะไร และคาดว่าจะมีคนเห็นโฆษณาของเราเป็นจำนวนกี่คน เพื่อที่ร้านค้าจะสามารถวางแผนกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับหรือการโฆษณาเพื่อการขายได้ตรงกลุ่มเป้าหมายและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    1. เลือก ‘Platform’ ให้เหมาะสม

    หลังจากรู้แล้วว่ากลุ่มเป้าหมายเราเป็นใคร ต่อมาต้องเลือก ‘Platform’ ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของร้านค้าคุณ เพราะแต่ละ Platform ก็มีรูปแบบวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกันไป รวมถึงยังมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันอีกด้วย ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายที่อยู่ใน Platform ต่าง ๆ ล้วนแต่มีพฤติกรรมหรือความสนใจที่ไม่เหมือนกัน ทำให้การทำ ‘Social Media Plan’ จะต้องเลือก Platform ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของ Platform นั้น ๆ ด้วย

    1. ทำตารางการลง ‘Content’ ต่าง ๆ 

    หลังจากที่คุณรู้แล้วว่าพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของเราเป็นอย่างไร แล้วเลือกได้แล้วว่า Platform ไหนเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของเรา จากนั้นคุณจะต้องสร้าง ‘Content’ หรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ต้องการนำเสนอหรือโฆษณาให้กลุ่มเป้าหมายของคุณรับรู้ โดยสามารถกำหนดการลงล่วงหน้าได้ และหากร้านค้าที่มีตารางการลง Content อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของคุณคอยติดตามอยู่ตลอดเวลา 

    4. การวัดประสิทธิภาพและปรับปรุง

    ขั้นตอนสุดท้ายหลังจากที่คุณลง Content ต่าง ๆ ตามที่ได้กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว จะต้องตรวจสอบว่า Content ที่นำเสนอไปเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการรับรู้ ยอดขาย การเพิ่มขึ้นของลูกค้าใหม่ หรือการกลับมาของลูกค้าเก่า 

    ทั้งนี้การวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้คุณทราบว่า Content ที่นำเสนอไปนั้นมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ทำให้คุณสามารถพัฒนา Content ที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น หรือสามารถปรับปรุงในส่วนที่ยังไม่ค่อยได้ผลดีเท่าไหร่ให้ดียิ่งขึ้นได้ รวมถึงยังทำให้ทราบว่ากลุ่มเป้าหมายและช่องทางที่นำเสนอไปแบบไหนให้ผลดีที่สุด

  • 6 เทคนิค ที่จะช่วยประหยัดค่าโฆษณา ‘Facebook Ad’

    6 เทคนิค ที่จะช่วยประหยัดค่าโฆษณา ‘Facebook Ad’

     

    ปัจจุบันปฎิเสธไม่ได้เลยว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่ธุรกิจออนไลน์วนเวียนอยู่รอบตัว ซึ่งก็มีแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ที่ให้บริการพื้นที่ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketplace Platform) ให้เลือกใช้กันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, เว็บไซต์ หรือ Shopee และ Lazada

    ซึ่งวันนี้เราขอยกแพลตฟอร์มที่นิยมที่สุดในประเทศไทยอย่าง ‘Facebook’ ที่เชื่อได้เลยว่าน้อยคนนักที่จะไม่มีบัญชีเฟซบุ๊กเป็นของตัวเอง ทั้งนี้โจทย์สำคัญคือ มีร้านค้าออนไลน์เกิดขึ้นมากมายใน Facebook แล้วเราจะทำอย่างไรให้ร้านของเราโดดเด่นกว่าคู่แข่งและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ตัวเลือกที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘การโฆษณา’ หรือ ‘การยิง ad’ ซึ่งก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการใช้พื้นที่โฆษณา แล้วมีวิธีใดที่จะช่วยประหยัดค่าโฆษณาได้มากขึ้น หรืออยากให้โฆษณามีราคาถูก ไปดูกันเลย!

    1. ตั้ง Objective ให้ชัดเจนก่อนยิงโฆษณา 

     

    หมายความว่า อันดับแรกคุณจะต้องคิดให้ชัดเจนก่อนว่าจุดประสงค์ในการยิงโฆษณาของคุณนั้นเพื่ออะไร ต้องการผลลัพธ์อะไรจากการยิงโฆษณา เช่น จุดประสงค์เพื่อการขาย หรือเพื่อการสร้าง awareness จะได้ไม่เป็นการเสียงบประมาณการยิงโฆษณาแบบผิด ๆ 

    1. กำหนด Budget เท่าที่จ่ายไหว

    ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นการยิงโฆษณา คุณต้องกำหนดงบประมาณขั้นต่ำต่อวันที่สามารถจ่ายได้สูงสุดเท่าไหร่ ไม่ควรให้ Facebook จัดการงบประมาณให้เอง เช่น งบประมาณขั้นต่ำที่คุณจ่ายไหวคือ 3,000.- ต่อเดือน หรือตกอยู่ที่วันละ 100.- นั่นเอง ทั้งนี้การกำหนดงบประมาณก็มีผลต่อผลลัพธ์ในการยิงโฆษณาของคุณ ดังนั้นต้องคำนึงถึงประเภทธุรกิจด้วยเช่นกัน

    1. เลือกกลุ่มเป้าหมายไม่กว้างเกินไป และไม่แคบเกินไป

    ศึกษาพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายของคุณให้ละเอียดลึกซึ้งที่สุด เพราะขั้นตอนการกำหนดกลุ่มเป้าหมายนั้นถือเป็นขั้นตอนสำคัญอันดับต้น ๆ ในการยิงโฆษณาบน Facebook เลยก็ว่าได้ เช่น เพศ, อายุ, ความสนใจ, สถานะความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งภาษาของกลุ่มเป้าหมาย ถ้าหากคุณไม่รู้จักกลุ่มเป้าหมายที่ดีพอแล้วยิงโฆษณาไปแบบกว้าง ๆ ก็อาจจะทำให้คุณเสียเงินในการยิงโฆษณาไปแบบฟรี ๆ หรือหากยิงแคบไปก็ทำให้เสียโอกาสไปอีกด้วย

    1. ลองทำโฆษณาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบกัน

    เหตุผลที่ต้องลองทำโฆษณาหลาย ๆ แบบก็เพื่อที่คุณจะสามารถดูได้ว่าโฆษณาแบบใดมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน ซึ่งโฆษณาทั้งหมดนั้นจะต้องทดสอบในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ทราบว่าโฆษณาชิ้นไหนมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน และโฆษณาอีกชิ้นก็ไม่ได้ไปต่อ หรือที่เรียกว่า ‘A/B testing’ นั่นเอง

    1. ตัด Placement ที่ไม่ค่อยจำเป็นทิ้ง!

    เป็นอีกวิธีที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการยิงโฆษณาได้ดี โดยการอาศัยระยะเวลาจากการลองยิงโฆษณาทุก Placement ก่อน และรอดูผลลัพธ์หรือประสิทธิภาพการทำงานของโฆษณาคุณใน Placement ต่าง ๆ ว่าช่องทางใดมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด จึงสามารถที่จะเลือกตัด Placement ที่จำเป็นน้อยที่สุดออกไปได้

    1. ยิงให้ถูกที่ถูกเวลา

    สุดท้ายควรศึกษาช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการยิงโฆษณาสำหรับการซื้อขายสินค้าบน Facebook ดูว่ายิงโฆษณาเวลาไหนจะปังที่สุด เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การโพสต์ในช่วง Peak Time หรือช่วงที่มีผู้ใช้ Active เยอะ ๆ ก็ส่งผลให้โฆษณาของคุณสามารถเข้าถึงคนได้มากยิ่งขึ้น ซ้ำการยิงโฆษณาที่ถูกเวลานั้นจะช่วยประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องโฆษณาเกินระยะเวลาที่กำหนด

  • ‘Sale Page’ เครื่องมือทางการตลาดที่ร้านค้าไม่ควรพลาดเด็ดขาด!

    ‘Sale Page’ เครื่องมือทางการตลาดที่ร้านค้าไม่ควรพลาดเด็ดขาด!

    ‘Sale Page’ คืออะไร? 

    ‘Sales Page’ หรือที่นิยิมเรียกกันว่า ‘Sale Page’ คือ เครื่องมือหนึ่งที่ใช้สำหรับขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์ผ่านช่องทางเว็บไซต์ โดยจัดทำขึ้นมาในรูปแบบของ ‘เว็บไซต์หน้าเดียว’ ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบันมาก เนื่องจากตอบโจทย์กับคนยุคใหม่ที่ไม่ชอบอ่านเนื้อหายาว รวมถึงชอบทำอะไรรวบรัดประหยัดเวลา

    ทั้งนี้ ‘Sale Page’ จะเน้นเรื่องการปิดการขายโดยเฉพาะ โดยในหน้าหนึ่งนั้นจะประกอบไปด้วยรายละเอียดสินค้า ราคา ช่องทางการชำระเงิน ช่องทางการติดต่อ รวมถึงโปรโมชันหรือคำพูดต่าง ๆ ที่จูงใจให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเกิดปฏิสัมพันธ์กับเรา ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการจากเว็บไซต์เรา หรือการสมัครสมาชิก เป็นต้น 

     

    ‘Sale Page’ ต่างกับ ‘Landing Page’ อย่างไร?

    จริง ๆ แล้ว ‘Sale Page’ กับ ‘Landing Page’ มีความแตกต่างที่คล้ายกัน ‘Landing Page’ เป็นหนึ่งในหน้าเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นมาโดยมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการเปลี่ยนจากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ให้กลายเป็นลูกค้าของเราผ่านการคลิกโฆษณาเข้ามา โดยที่ไม่ได้เน้นเรื่องการปิดการขายโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา การนำเสนอสินค้า หรือเพื่อการขาย เป็นต้น

    ส่วนทางด้าน ‘Sale Page’ นั้น จะเน้นในเรื่องของการปิดการขายให้เร็วที่สุด นำเสนอข้อมูลสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะภายในเว็บไซต์หน้าเดียว เพื่อให้ปิดการขายได้รวดเร็วที่สุดนั่นเอง

    ข้อดีที่ร้านค้าจะได้รับหากมี ‘Sale Page’ 

    ปิดการขายสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เกิดความสะดวกสบาย ไม่ต้องคลิกต่อหลาย ๆ หน้า ทำให้มีโอกาสตัดสินใจซื้อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    ง่ายต่อการเข้าถึง เพราะมีการนำเสนอข้อมูลที่มีความกระชับอยู่ภายในหน้าเดียว ไม่ว่าจะเป็นราคา ข้อมูลสินค้า โปรโมชัน รีวิวจากลูกค้า ปุ่ม Call To Action ช่องทางการชำระเงิน และช่องทางการติดต่อ

    สามารถทำ ‘SEO’ เพื่อขึ้นอันดับในหน้า Search Engine ของ Google ได้

    โน้มน้าวใจคนที่กำลังลังเลให้ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการได้ โดยอาจทำในรูปแบบของยกรีวิวของลูกค้าที่เคยใช้สินค้าหรือบริการของเราขึ้นมาให้เด่นเพื่อช่วยในการตัดสินใจ หรือมี Pop up โปรโมชันหรือส่วนลดภายในระยะเวลาจำกัดขึ้นมาแสดงตลอดเวลา

    สามารถออกแบบให้เข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์หรือลูกค้าสะดวกและสามารถเข้าได้จากทุกช่องทาง

  • ‘Website Traffic’ มีความสำคัญอย่างไร และมีเทคนิคอะไรบ้างที่ช่วยเพิ่มยอด ‘Traffic’

    ‘Website Traffic’ มีความสำคัญอย่างไร และมีเทคนิคอะไรบ้างที่ช่วยเพิ่มยอด ‘Traffic’

    ‘Website Traffic’ คืออะไร?

    ‘Website Traffic’ ความหมายที่เข้าใจง่าย ๆ คือ การที่ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราผ่านช่องทางหรือวิธีการต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นยังรวมถึง จำนวนคนเข้าเว็บไซต์, หน้าที่คลิก และระยะเวลาที่อยู่ในหน้าเว็บไซต์ของเรา

    ‘Website Traffic’ มีความสำคัญอย่างไร

    • ช่วยสร้างการรับรู้อย่างแพร่หลาย’ เว็บไซต์ที่มีคนเข้ามาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์นั้น ๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น 
    • เพิ่มโอกาสในการขาย’ เว็บไซต์ที่มียอด Traffic สูง ๆ ถือเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการต่าง ๆ ของแบรนด์ได้ เนื่องจากมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์เราเป็นจำนวนมาก อย่างน้อยไม่ตัดสินใจซื้อ ณ ตอนนั้น ก็ถือว่าสินค้าและบริการของเราได้เป็นที่รู้จักติดหูติดตา
    • ‘ลดค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา’ เนื่องจากเว็บไซต์จะปรากฏอยู่ในหน้าแรก ๆ ของ Google จึงสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณากับ Search Engine โดยตรง
    • ‘สามารถนำข้อมูลไปใช้งานต่อได้’ ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์อย่าง ‘Google Analytics’ ที่จะช่วยเก็บข้อมูลและพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมเว็บไซต์ของเรา นำไปพัฒนาหรือวางแผนการตลาดได้ เช่น เพศ, อายุ, ความสนใจ หรือระยะเวลาที่อยู่ในหน้าเว็บไซต์ เป็นต้น
    • ‘ส่งผลโดยตรงต่ออันดับ SEO บน Google’ เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เช่น ร้านอาหารที่มีคนต่อคิวกันยาวเหยียดเพื่อต้องการทานอาหารร้านนั้น คือการการันตีอย่างหนึ่งว่าร้านนั้นอาหารอร่อย กลับกันถ้าหากเว็บไซต์ไหนที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมจำนวนมาก ก็ถือเป็นการการันตีว่าเว็บไซต์นั้นมีเนื้อหาที่มีคุณภาพผู้คนจำนวนมากถึงเข้ามาเยี่ยมชม

    แนวทางการเพิ่มยอด ‘Website Traffic’

    1. ‘การทำ SEO’ 

    คือการสร้าง Traffic แบบ Organic ผ่าน Search Engine ของ Google ด้วยวิธีที่นิยมอยู่ตลาดจนถึงปัจจุบัน คือ การทำ Blog หรือคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรก ๆ ทำให้มีผู้คนเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้อย่างสม่ำเสมอ

    2. ‘ใช้เงินแก้ปัญหา’ 

    คือการจ่ายเงินค่าโฆษณาโดยการประมูล Keywords หรือ Paid Search เพื่อให้เว็บไซต์ของเราไปแสดงอยู่หน้าแรกของ Google หลังจากที่มีผู้คนค้นหา Keywords นั้น ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้คนเห็นและกดเข้าเว็บไซต์ของเราเพื่อเกิด Traffic บนเว็บไซต์ ซึ่งจะต้องเสียเงินเมื่อมีคนคลิกลิงก์โฆษณาเข้ามายังเว็บไซต์ของเรา   

    3. ‘สร้าง Backlink บน Social’ 

    คือการสร้างคอนเทนต์ลงบนโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เช่น Facebook Page, Instagram, Twitter, Youtube หรือ Line@ และทำการสร้างลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา ซึ่งถือเป็นช่องทางที่สามารถใช้งานได้ฟรี เพียงแต่ต้องสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ

    4. ‘สร้าง Traffic จากแหล่งอื่น’  

    ‘Referral Traffic’ หรือ ‘Traffic จากแหล่งอ้างอิง’ หมายถึงการที่ผู้คนคลิกลิงก์เว็บไซต์ของเราจากแหล่งอื่น ที่ไม่ใช่ Search Engine ของ Google ไม่ว่าจะเป็นการใช้โซเชียลมีเดีย, การสร้าง Backlink, การที่เว็บไซต์อื่นนำลิงก์เว็บไซต์เราไปอ้างอิง, การที่เรานำลิงก์เว็บไซต์ของเราไปโพสต์ตามเว็บไซต์อื่น ๆ หรือเว็บบอร์ด ล้วนนำมาซึ่ง Referral Traffic ทั้งสิ้น

    5. ‘การเข้าเว็บไซต์โดยตรง’

    การเข้ามายังเว็บไซต์โดยตรง หรือ ‘Direct’ มีความหมานตรงตัว คือ Traffic ที่มาจากการเข้าชมเว็บไซต์ของเราโดยตรง ไม่ผ่าน Search Engine ของ Google หรือเว็บไซต์อื่น ๆ เช่น การพิมพ์ URL ของเว็บไซต์เราโดยตรงใน Browser, การคลิกลิงก์จากอีเมลหรือไฟล์เอกสารต่าง ๆ หรือการคลิกจาก Bookmarks เป็นต้น